เมื่อน้ำผึ้งหวานกลายเป็นยาขม 2

บันทึกศยามล
“หลังจากตั้งท้อง สามีกลับไม่ดีใจ เขาลืมทุกคำแม้แต่คำว่า “รักฉัน” ไม่เหมือนตอนที่ฉันยังไม่ได้เป็นของเขา ไม่เคยดูแลแม้ยามใกล้คลอด จะขอบัตรประชาชนเพื่อแจ้งเป็น “พ่อของลูก” ก็ยังไม่ยอม ฉันต้องใช้ทะเบียนสมรสแทน”

joker123

บันทึกนี้เขียนไว้เพื่อให้ลูกได้รับรู้ ว่าแม่ต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง หากวันไหนเขาแต่งงานใหม่ จะแต่งชุดดำไปฉีกหน้าในงาน!!!!

สล็อต

วันที่ 1 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536 เวลาหนึ่งทุ่มเศษ
นายแพทย์บัณฑิต เปิดโอกาศให้หนังสือสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ เพราะตอนนี้ทั้งประเทศเข้าใจว่า เขาเป็นฆาตกรกันไปหมดแล้ว
การให้สัมภาษณ์ของ
นายแพทย์บัณฑิต เน้นไปในเชิงปฏิเสธว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าศยามล เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทุกข้อคำถาม และเขาก็ทราบว่า อดีตภรรยา เสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 กันยายน พร้อมกับทุกคนนั่นเอง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเขามีหลักฐานยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน เพาะช่วงนั้นเขาลาพักร้อนไปภูเก็ต และพักที่โรงแรมแปซิฟิค ไอซ์แลนด์ อีกทั้งยังไม่เคยข่มขู่อดีตภรรยา ตามที่เป็นข่าวเลย
วันที่ 2 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2536 เวลา 09:00 น.
นายแพทย์บัณฑิต ให้การสัมภาษณ์อีกครั้ง ที่ “จี้อันตึ้ง” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยให้การสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวของเขาและศยามล ดังนี้
ผมและศยามลรู้จักกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ตอนนั้นตัวผมเป็นแพทย์อยู่ที่ รพ.กุยบุรี หลังจากนั้นหนึ่งปี เราก็จดทะเบียนสมรสกันอย่างลับ ๆ โดยผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่ทราบเรื่องนี้

ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2534
ศยามลเธอขอไปเรียนตัดเสื้อที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นผมต้องการแต่งงานกับเธออย่างเป็นทางการ แต่เธออ้างว่าไม่พร้อม และขอให้เธอเรียนจบก่อนค่อยแต่ง ทำให้เราทั้งสองเริ่มมีระยะห่างต่อกัน
ปี พ.ศ. 2532
ผมย้ายมาประจำที่หัวหิน ซึ่งเป็นบ้านเกิดผม ผมต้องออกงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์เพื่อนอยู่บ่อยครั้ง ช่วงนั้นเธอตั้งท้องและมักต่อว่าผม ว่าไม่มีเวลาให้เธอเลย จากนั้นก็มีปัญหาเรื่อยมา จนเราตัดสินใจแยกทางกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย เราตัดสินใจตอนที่ลูกสาวคลอดออกมาได้เดือนเศษ ผมขอลูกเพื่อมาเลี้ยงดูเอง แต่ศยามลเธอไม่ยอม พ่อผมเลยมอบเงินค่าเลี้ยงดูให้กับเธอ 2 ล้านบาท
ส่วนข่าวที่ว่าผมข่มขู่ศยามล เรื่องนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเราต่างคนต่างอยู่ ต่างใช้ชีวิตของตัวเองไป ร้านเสื้อของศยามลก็อยู่ห่างไกลจากคลีนิคผมมาก แล้วผมจะไปฆ่าเธอทำไม ??
ผมไม่ได้เป็นพวกสัตว์เดรัจฉาน ผมแยกแยะสิ่งที่ถูก ที่ผิดได้ ผมเสียใจมาก เมื่อรู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับศยามล อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นอดีตภรรยาผม และสิ่งที่แรกที่ผมต้องทำต่อจากนี้ คือ ผมต้องเอาลูกมาเลี้ยงด้วยตนเอง

ผมทราบเรื่องศยามลถูกฆ่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน หลังเกิดเหตุ 1 วัน ซึ่งขณะนั้นผมอยู่ที่โรงแรมแปซิฟิค ไอซ์แลนด์ ภูเก็ต เพื่อไปร่วมงานแต่งของเพื่อนนักเรียนแพทย์ด้วยกัน
และในวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน

หลังจากเลิกงานแล้ว ผมก็นัดเพื่อนไปภูเก็ต เพื่อเที่ยวกันต่อ โดยออกจากสนามบินดอนเมือง เวลา 17:55 น. และถึงสนามบินภูเก็ต ช่วงเวลา 20:00 น. เพราะเครื่องดีเลย์ ก่อนที่จะทราบข่าวของศยามลเมื่อวันที่ 30 กันยายน จากนั้นผมก็เดินทางกลับหัวหิน ในวันที่ 1 ตุลาคม

และก่อนจบสัมภาษณ์ เขาได้ทิ้งท้ายกับพวกสื่อมวลชนว่า “ผมไม่ได้ฆ่าศยามล!!”

คดีนี้กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญและเป็นที่จับตามองของประชาชนทั่วประเทศ เพราะผู้ต้องสงสัยเป็นหมอ ทางด้านตำรวจนั้นไม่ได้สนใจคำให้การของแม่ศยามลและนายแพทย์บัณฑิต เพราะคำให้การทั้งคู่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ตำรวจสืบทราบมา
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่น่าสนใจ และถูกจับตามอง จึงทำให้การทำงานของตำรวจรวดเร็ว และมีความคืบหน้ามาก ตำรวจได้พบพยานปากสำคัญ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสาวและรู้ตัวคนที่ฆ่าศยามล ซึ่ง ประกอบด้วย ผู้จ้างวาน และผู้ลงมือ รวมทั้งสิ้น 5 คน
มีกระแสข่าวลือ กล่าวว่า นายแพทย์บัณฑิตได้ติดต่อขอเข้าพบ พ.ต.อ.พิสิทธิ์ คำแน่น (ผกก.ภ.จ.เพชรบุรี) เพื่อที่ต้องการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองและพร้อมให้ปากคำอย่างละเอียด
หากแต่ทางตำรวจไม่สนใจสิ่งที่นายแพทย์บัณฑิตให้การเลย เพราะตำรวจเชื่อหลักฐานและพยานมากกว่าคำให้การของนายแพทย์บัณฑิต

สล็อต

สล็อตออนไลน์

วันที่ 9 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
เกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติขึ้น ตอนสายของวันฌาปนกิจศพศยามล หลังสวดอภิธรรมครบ 7 วัน ทางครอบครัวของเธอได้เชิญหมอผีมาเซ่นไหว้เรียกวิญญาณศยามลหลังเสร็จสิ้นพิธีเผาศพไปแล้ว

จากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรูปถ่ายของศยามลไปให้เจ้าหน้าที่โรงแรมหัวหินดู และปรากฎว่ามีกลิ่นศพโชยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นธูปเทียนจนทำให้เจ้าหน้าที่ต่างตกใจและกลัวกันยกใหญ่ กับสิ่งที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่า ว่า ครอบครัวและญาติของศยามล ได้พบเห็นวิญญาณของเธอมาปรากฎตัวให้เห็นอยู่บ่อย ๆ รวมถึงน้องอิงอิง ก็เห็นวิญญาณของแม่เธอ 2 ครั้ง
น้องอิงอิง คือพยานปากสำคัญ ที่ตำรวจต้องการมากที่สุด แต่ตำรวจยังทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้ ต้องรอให้เธอหายจากอาการหวาดผวาก่อนจึงจะเริ่มสอบปากคำเธอได้ มีการส่งกำลังมาคุ้มครองเด็กตลอด 24 ชั่วโมง

เพราะสายตำรวจรายงานมาว่า มีชายคนหนึ่งแต่งชุดซาฟารีแอบอ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาที่บ้านเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ พวกเขามาโดยรถตู้สีขาวลึกลับ ไม่ทราบยี่ห้อ ขับวนไปมา อยู่หน้าบ้านของน้องอิงอิง อย่างผิดปกติ

ทางด้าน นายแพทย์บัณฑิต ก็เก็บตัวเงียบอยู่บ้านระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาทำงานที่โรงพยาบาลเช่นเดิม โดยมีเพื่อนฝูงของเขาคอยอารักขาคุ้มกันตลอดทั้งขาไปและขากลับ
วันที่ 12 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
นายคงศักดิ์ ลิ่วมโนมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เดินทางไปอ่านสำนวนการสอบสวนเรื่องของศยามล ที่ สภ.อ.บ้านลาด ก่อนที่จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่นำสำนวนการสอบสวนนี้ไปหารือต่อที่ท่านผู้ว่าฯ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ให้สื่อมวลชนทราบ

การสอบสวนคดีใช้เวลาค่อนข้างนาน และกินเวลาไปถึงครึ่งเดือน จนในที่สุด วันที่ 15 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536 เจ้าหน้าที่มีหลักฐานมากพอที่จะมัดตัวหนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆ่าศยามลได้เป็นคนแรก คือ ส.ต.อ.แผ่ว ภูเต็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 สังกัดค่ายพระมงกุฎเกล้า จ.ประจวบคีรีขันธ์
เขาถูกจับกุมในขณะที่เดินทางมาขึ้นศาลจังหวัดเพชรบุรี เพื่อไปรับคำฟ้องถึง 5 ข้อหา และเป็นคดีค้างเก่าสมัยที่เขาทำงานอยู่ที่ สภ.กิ่ง อ.แก่งกระจาน
ข้อหามีอาวุธและกระสุนครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกอาวุธเข้าเมืองและหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร เมาสุรา และก่อความวุ่นวาย ยิงปืนขึ้นฟ้าภายในหมู่บ้าน และปลอมแปลงเอกสาร

และแน่นอน ส.ต.อ. แผ่ว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทางตำรวจก็สู้ด้วยหลักฐานและพยาน เพราะมีคนเห็นว่า ส.ต.อ.แผ่วนั้นมีความสนิทสนมกับผู้บงการในฐานะผู้มีพระคุณที่ต้องทดแทน
มีพยานเห็นว่าเขาเป็นคนที่นั่งรถผู้ตายในวันที่เกิดเหตุด้วย แถมมีคดีทำร้ายร่างกายคนอื่นเพียบ และยังเป็นญาติกับนายโก ภู่เต็ง อดีตมือปืนชื่อดัง ของ ส.ส.จังหวัดเพชรบุรี อีกด้วย
ทั้งนี้ยังมีสิ่งที่ตำรวจให้ความสนใจ คือ นางตา ภู่เต็ง ซึ่งเป็นภรรยาของ ส.ต.อ.แผ่ว อดีตนางพยาบาลที่มีความสนิทสนมกับนายแพทย์บัณฑิตเป็นอย่างดี เข้ามาหาสู่กันเป็นประจำ และยังสืบพบด้วยว่า…
ส.ต.อ.แผ่ว ติดหนี้บุญคุณแพทย์บัณฑิต ซึ่งเขาขอความช่วยเหลือโดยการให้นายแพทย์บัณฑิตเป็นพยานในการตรวจและออกใบรับรองแพทย์ ในคดีที่เขายิงปืนขึ้นฟ้าอีกด้วย
วันที่ 16 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536 เวลา 17:30 น.
หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยคนแรกได้ นายแพทย์บัณฑิตก็ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้ง และยืนยันเช่นเดิมว่าตนเองบริสุทธิ์ และขออยู่หัวหินต่อไปโดยไม่คิดหนีไปไหน และย้ำว่าเขาไม่รู้จัก ส.ต.อ.แผ่ว แต่อย่างใด

ช่วงค่ำของวันเดียวกันนั้น
มีกระแสข่าวออกมาว่า มีการออกหมายจับนายแพทย์บัณฑิต ร้อนรนไปถึงญาติพี่น้องของนายแพทย์บัณฑิตต้องโทรศัพท์ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อสอบถามข้อเท็จหรือว่าผลเป็นอย่างไร
วันที่ 19 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายที่สองได้ คือ นายบรรจบ นิลห้อย อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี และเป็นเพื่อนของ ส.ต.อ.แผ่ว
มีพยานปากเอกหลายปากยืนยันว่า นายบรรจบ ติดรถไปกับรถปิคอัพที่ขับตามรถของศยามลในคืนเกิดเหตุ ซึ่งกำลังหนีการจับกุมหลังจากได้ยินข่าวการถูกจับกุมของ ส.ต.อ.แผ่ว เพียงวันเดียว

กุญแจสำคัญอยู่ที่ นายบรรจบ นิลห้อย เพราะเขายอมรับให้การสารภาพทุกข้อกล่าวหา จึงนำตัวไปสู่การตามหาตัวผู้ร้ายอีก 2 คน เพื่อที่จะนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด

วันที่ 20 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำตัว นายบรรจบ นิลห้อย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและชี้จุดเกิดเหตุ หลังจากนั้นก็นำไปสอบสวนเพื่อค้นหาตัวคนร้ายอีก 2 คน
และในวันเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมนายแพทย์บัณฑิต ที่โรงพยาบาลหัวหิน ภายในห้องพักแพทย์ วอร์ด 3 แผนกผดุงครรภ์ โดยพ่อของนายแพทย์บัณฑิตได้รีบติดตามมาอย่างกระชั้นชิด หลังได้ทราบข่าว
ตำรวจนำตัว นายแพทย์บัณฑิต ไปสอบสวนอย่างหนัก โดยการปิดห้องและไม่เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ แต่มีการประกาศว่า จะแถลงความคืบหน้าของคดีภายในเวลา 14:00 น. ที่ห้องประชุมพริบพรี จ.เพชรบุรี

เวลาต่อมา มีการแถลงข่าวการจับกุม นายแพทย์บัณฑิต ทางตำรวจมีหลักฐานที่มัดตัวเขาไว้อย่างแน่นหนา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ นายแพทย์บัณฑิตสารภาพ พนักงานสอบสวนรู้ถึงขนาดว่าวางแผนฆ่าที่ไหน และจ่ายเงินงวดแรกไปเท่าไหร่ด้วย ซึ่งถือว่ารู้ลึกและรู้จริง จนเขาไม่สามารถหาข้ออ้างอื่นใดได้
กระแสข่าวคดีนี้ดังมากในช่วงนั้น ถึงขนาดประชาชนให้ความสนใจตามติดคดีวันต่อวันเหมือนติดตามละครกันไม่มีผิด ส่วนนายแพทย์บัณฑิตนั้น ก็ถูกนำตัวไปขังเดี่ยวชั่วคราว ที่ สภ.อ.เมือง จ.เพชรบุรี

jumboslot

เขามีสภาพจิตใจค่อนข้างแย่ มีอาการวิตกกังวล ซีดเซียว นัยต์ตาเหม่อลอย ทำอะไรเชื่องช้า และ ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ทำให้นายชูศักดิ์ผู้เป็นพ่อของเขาถึงกับต้องเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอด เพราะเขากลัวลูกชายจะกดดันและเครียดจนตัดสินใจฆ่าตัวตายได้

ไม่กี่วันต่อมาครอบครัวนายแพทย์บัณฑิตได้ยื่นเรื่องขอประกันตัว แต่ทางตำรวจปฏิเสธที่จะให้ประกันตัวทุกกรณี
ต่อมา มีการนำตัวน้องอิงอิง มาสอบสวน โดยการที่นำเอารูปถ่ายของผู้กล่าวหาทั้งสองโดยปะปนกับบุคคลอื่น ๆ อีกจำนวนเป็นสิบๆรูป
ผลปรากฎว่า น้องอิงอิง สามารถชี้ภาพบุคคลได้อย่างถูกต้องแม่นยำทั้งสองคนเลย ตำรวจให้การคุ้มครองน้องอิงอิง โดนพาไปซ่อนตัวในสถานที่ลับสุดยอด เพื่อไม่ให้ใครตามตัวเธอเจอ
วันที่ 22 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่ตำรวจนำนายแพทย์บัณฑิตเข้าตรวจค้นหาหลักฐานและเอกสารเกี่ยวกับคดีที่คลีนิคและบ้านพักของเขาที่อำเภอหัวหิน แต่ไม่มีการเปิดเผยแก่สื่อมวลชน ว่าเจอหลักฐานอะไรบ้าง ทางด้านนายแพทย์บัณฑิตยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นเดิม และร้องขอทนายให้การแก่ชั้นศาลเท่านั้น
วันที่ 26 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายแพทย์บัณฑิต ไปฝากขังต่อที่เรือนจำเพชรบุรี ซึ่งเป็นที่เดียวกับ ส.ต.อ.แผ่ว ถูกนำตัวมาขังที่นี่ก่อนแล้ว
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศความคืบหน้าของคดี ว่า ทราบแล้วว่าผู้ต้องหาสองคนที่เหลือคือใคร โดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อไม่ให้เสียรูปคดี โดยบอกแค่ว่า คนหนึ่งหนีไปจังหวัดบุรีรัมย์ และ อีกคนหนีไปสุโขทัย
วันที่ 29 ตุลาคม ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่เชิญพยานบุคคลโดยไม่เปิดเผยชื่อและที่อยู่ จำนวน 3 คน ไปที่ห้องประชุมกองกำกับ จ.เพชรบุรี ทั้งสามคนให้การตรงกันว่า นายแพทย์บัณฑิตมีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมศยามล
วันที่ 3 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว นายบรรจบ นิลห้อย ไปที่เรือนจำเพชบุรี เพื่อไปชี้ตัวผู้จ้างวาน ผลคือ นายบรรจบชี้ตัวนายแพทย์บัณฑิต อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่ลังเลหรือหยุดคิดใดๆทั้งสิ้น

หลังจากถูกชี้ตัว นายแพทย์บัณฑิต กล่าวว่า “ผมไม่มีอะไรจะพูดกับเขา” ก่อนที่จะกลับเข้าห้องขังไป
ภาพของนายแพทย์บัณฑิต ตอนนั้น ไม่มีความเป็นแพทย์หลงเหลืออยู่เลย เขาสวมชุดนักโทษ สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีกรัก ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกโซ่ตรวนตลอดเวลา ใบหน้าขาวซีด มีอาการเคร่งเครียดเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
วันที่ 10 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2536
มีการจับกุมผู้ร่วมสังหารศยามลรายที่สาม คือ นายสมหมาย สังข์เคลือบ จับได้ที่กาญจนบุรี ชายแดนประเทศพม่า หลังการจับกุมตอนแรกนายสมหมายให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
หากแต่เมื่อโดนเจ้าหน้าที่กดดันหนักเข้า เขาจึงสารภาพว่ามีส่วนร่วมในการฆ่าศยามลจริง ๆ จึงส่งตัวสมหมายไปดำเนินคดีต่อที่เพชรบุรี
[NPC5]
วันที่ 11 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2536
เจ้าหน้าที่จัดแถลงข่าวการจับกุม นายสมหมาย สังข์เคลือบ ที่ห้องประชุมศาลากลางเพชรบุรี ท่ามกลางนักข่าวและสื่อมวลชนที่หนาแน่น เจ้าหน้าที่เผยว่า
นายสมหมาย รับหน้าที่เป็นคนขับรถปิคอัพนิสสันสีเทาดำป้ายแดง ก-7740 กรุงเทพฯ โดยขับปาดหน้ารถของศยามล และผู้ร้ายทั้งสองคน ก็เข้าล็อกตัวศยามลและอุ้มไปฆ่าในสถานที่พวกเขากำหนดไว้แล้ว เมื่อฆ่าศยามลเสร็จ ก็กลับไปรับเงินจากผู้ว่าจ้างก่อนจะรีบหลบหนีไป

ในขณะที่ให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่นำเอาตัวนายสมหมาย มาชี้แจงรายละเอียดของคดีแก่สื่อมวลชนและนักข่าวด้วย โดยเขาบอกว่า นายบรรจบติดต่อเขามาแล้วบอกว่ามีงานดีมานำเสนอ

หากสนใจให้ไปรับงานที่บ้านของนายบรรจบ ที่ จ.เพชรบุรี และเมื่อเขาไปพบนายบรรจบ ก็ทราบว่าแผนที่ว่านั้น คือการฆ่าคน หากแต่ที่ทำไปเพราะตกบันไดพลอยโจน
นายสมหมายได้พูดออกสื่อว่า “ผมแค่เป็นคนขับรถเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เป็นคนฆ่าศยามล” และก่อนการแถลงข่าวจะสิ้นสุดลง ตำรวจได้ประกาศออกสื่อว่า
คนร้ายคนสุดท้าย ชื่อ นายสมหมาย เนียมศรี หรือ ลาย อายุ 63 ปี เป็นมือแทงศยามลจนตายต่อหน้าน้องอิงอิง และมีการเพิ่มผู้ต้องสงสัยอีกคน คือ นายสาธิต มีเย็น หรือ เอ๊ะ อายุ 27 ปี ทั้งสองมีประวัติติดคุก ปล้นชิงทรัพย์ และทั้งคู่รู้จักกับนายบรรจบด้วย
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายสมหมาย สังข์เคลือบทำแผนประกอบคำรับสารภาพ มีการให้นายสมหมายชี้รถปิคอัพของตนเองที่ใช้ในการก่อคดี และชี้รถเก๋งของศยามล ก่อนจะเล่าเป็นฉาก ๆ ว่าเหตุการณ์วันนั้นเกิดอะไรขึ้น !!??

เริ่มต้นทีมสังหารมารวมตัวที่บ้านของนายบรรจบ ทำการวางแผนครั้งสุดท้ายก่อนลงมือทำงาน โดยมีค่าจ้างจำนวน 1 ล้านบาท โดยมีการจ้างล่วงหน้ามาก่อนแล้ว 3 แสนบาท
ทีมสังหารทั้งหมดขับรถออกจากบ้านและมุ่งหน้าไปยั่งศูนย์การค้าหัวหิน คอมเพล็กซ์ อำเภอหัวหิน กลุ่มทีมสังหารเห็นรถของศยามลจอดในศูนย์การค้าจึงขับรถมาจอดเทียบข้างใกล้ๆ
ทีมสังหารนั่งกินข้าวอยู่ภายในร้านอาหารซึ่งอยู่ด้านล่าง และให้นายบรรจบเดินขึ้นไปดูร้าน “บารมี” อยู่บริเวณชั้นสอง ของศูนย์การค้า ซึ่งเป็นร้านของศยามลนั่นเอง
ศยามลยังคงอยู่ในศูนย์การค้า ทีมสังหารเลยต้องไปนั่งกินข้าวที่ร้านอีกครั้ง เพื่อรอดูลาดเลาของเธอ และรอจนนางศยามลออกมาและขับรถกลับบ้าน

เมื่อศยามลขับรถออกจากศูนย์การค้า ทีมสังหารจีงขับรถตามเธอทันที และขับรถตามติดเธออย่างกระชั้นชิด ไปตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไป อ.กุยบุรี เมื่อขับรถไปได้สักระยะ
ทีมสังหารจึงเริ่มขับรถปาดหน้ารถเก๋งของศยามลและลงไปใช้อาวุธมีดและปืนจี้บังคับให้ศยามลและลูกมานั่งบนเบาะตอนหน้าข้างคนขับ
โดยมีนายบรรจบและนายสมหมาย พร้อมส่งคนไปขับรถแทนศยามล หลังจากนั้นรถทั้งสองคันจึงขับรถไปจอด ณ ที่เกิดเหตุ แล้วนำโดยนายสมหมาย เนียรศรีใช้เชือกรัดคอและนำมีดแทงเข้าที่หน้าอกของศยามล 3 แผล ต่อหน้าน้องอิงอิง จนเธอถึงแก่ความตาย…
ที่จริงผู้จ้างวานได้สั่งพวกเขาว่า เมื่อศยามลตายแล้ว ให้ข่มขืนศพเธอด้วยเพื่ออำพรางคดี แต่ถึงเวลาจริงกลับไม่มีใครอาสาที่จะข่มขืนศพ เลยต้องใช้ก้านกล้วยมาใช้ในการกระทำชำเราศพแทน
หลังจากการสังหารเสร็จสิ้น พวกเขาทั้งหมดก็แยกย้ายกันหลบหนี และนำอาวุธทั้งหมดไปทิ้งตามแม่น้ำและทุ่งนา หลังจากที่จะแยกย้ายกันหนีไปต่างจังหวัด

นายสาธิต มีเย็น หนึ่งในผู้ต้องหา Pix Cr.thairath
วันที่ 13 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2536 เวลา 10:30 นายสาธิต มีเย็น หรือ นายเอ๊ะ เข้ามอบตัวและสารภาพทุกข้อกล่าวหา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวเขาไปแถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชนที่มาทำข่าว
วันที่ 14 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2536 เวลา 16:30
ตำรวจทำการบุกจับผู้ร้ายรายสุดท้าย คือ นายสมหมาย เนียมศรี หลังจากที่เขาหลบหนีการจับกุมมาหลายครั้ง จนสุดท้ายจนมุมและถูกจับกุมในที่สุด และเขาก็ให้การสารภาพอย่างหมดเปลือกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
เป็นอันจบการสอบสวนและปิดคดีของศยามลลง
วันที่ 5 มกราคม ปี พ.ศ. 2537
อัยการจังหวัดเพชรบุรียื่นฟ้องนายแพทย์บัณฑิตและทีมสังหาร ขั้นต้นนายแพทย์บัณฑิตถูกพิจารณาคดีพิพากษาประหารชีวิต และตัดสินจำคุกตลอดชีวิตกับทีมสังหารอีกสามคน หมอบัณฑิตได้ยื่นอุทธรณ์แต่ไม่เป็นผล ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
วันที่ 23 ธันวาคม ปี พ.ศ.2539
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากแต่ปัจจุบันหมอบัณฑิตได้รับการอภัยโทษจากการประหารชีวิต และได้รับการลดโทษลง 1 ใน 4 ด้วย
โดยโทษประหารชีวิตจะลดลงเหลือจำคุกเพียง 40 ปี ด้านความเป็นอยู่ของนายแพทย์บัณฑิต ผู้คุมกล่าวว่า เขาเป็นผู้ต้องขังชั้นดี พูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการเครียด ช่วยงานได้ทุกอย่าง และยังเป็นหมอประจำแดนเลยก็ว่าได้
นายแพทย์บัณฑิตได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกมาเมื่อปี พ.ศ. 2552 เขาพ้นโทษและออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติแล้วค่ะ ส่วนทางด้านน้องอิงอิงตอนนี้เธอโตเป็นสาวแล้วนะคะ เรียนจบแล้วด้วย ที่จุฬา เมื่อปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมาค่ะ

สภาพจิตใจตอนนี้เป็นปกติแล้ว เนื่องจากตอนที่เกิดเหตุเธอยังเด็กอยู่มากค่ะ ก็เป็นอันจบเรื่องราวคดีดังในอดีตไปแล้วนะคะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ รู้สึกเห็นใจและสงสารน้องอิงอิง นะคะ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานมากแล้วก็ตาม ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ร่วมพูดคุยกันได้นะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันเสมอมาค่า